1.65K
คนดูทั้งหมด
CHOPARD Celebrating 90 Years 'Mille Miglia'
Update : Sep 04, 2017

CHOPARD 

CELEBRATING 90 YEARS OF MILLE MIGLIA 

ถือกำเนิดขึ้นในปี 1927 มิลล์ มิเกลีย (Mille Miglia) ได้สร้างประวัติศาสตร์การแข่งขันตลอดระยะเวลาหลายปี สู่การเป็นแรลลีรายการคลาสสิกและทรงเกียรติสูงสุด หลังเริ่มต้นการแข่งขันในฐานะสนามทดลองความเร็ว ซึ่งบางครั้งยังทดสอบโดยเหล่านักขับผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้างฝีมืออันโดดเด่นด้วยความสำเร็จของพวกเขาเอง กระทั่ง มิลล์ มิเกลีย ได้กลายเป็นการแข่งขันรายการปกติ ขณะที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งเส้นทาง 1,000 ไมล์ (1,600 กิโลเมตร) จากเมืองเบรชชา (Brescia) แคว้นลอมบาร์ดี (Lombardy) สู่กรุงโรม ก่อนจะวนกลับสู่จุดเริ่มต้นของการแข่งขัน และในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปีของรายการในปี 2017 กับบทบาทในฐานะพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ของ มิลล์ มิเกลีย โชพาร์ด (Chopard) จึงได้ร่วมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเผยโฉมเหล่าทายาทแห่งคอลเลกชั่น มิลล์ มิเกลีย ทั้งรุ่นผลิตจำนวนจำกัดพิเศษสำหรับนักสะสมผู้ซึ่งหลงใหลในรายการสุดคลาสสิกนี้อย่างจริงจัง และรุ่นโครโนกราฟ ด้วยสไตล์สปอร์ตที่จับคู่ด้วยการออกแบบอันสง่างามทันสมัย เพื่อร่วมถ่ายทอดถึงเอกลักษณ์ของการแข่งขัน มิลล์ มิเกลีย ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

MILLE MIGLIA RETROSPECT

เกือบหนึ่งศตวรรษที่ มิลล์ มิเกลีย ได้บุกเบิกเส้นทางและสไตล์การแข่งขันอันคลาสสิก นับตั้งแต่ปี 1927 โดยมีความโดดเด่นกว่าการแข่งขันความเร็วอื่นๆ ด้วยการเป็นรายการแข่งขันที่จัดขึ้นบนท้องถนน มากกว่าที่จะเป็นบนสนามแข่ง บนเส้นทาง 1,000 ไมล์ หรือ 1,600 กิโลเมตร จากเมืองเบรชชาของอิตาลี ที่นับเป็นบ้านเกิดของรายการนี้ มุ่งหน้าสู่กรุงโรม และวนกลับสู่จุดเริ่มต้นของการแข่งขัน บนเส้นทางที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติและทัศนียภาพอันงดงามของอิตาลีที่กลายเป็นเสน่ห์เฉพาะของรายการ และแม้ว่าในปี 1957 รายการแข่งขันนี้ได้หยุดชะงักลง เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ในอีก 20 ปีต่อมา มิลล์ มิเกลีย ก็ถูกพลิกฟื้นขึ้นอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ มิลล์ มิเกลีย สตอริกา (Mille Miglia Storica) และกลายเป็นการแข่งขันความเร็วรถคลาสสิกอันทรหดและทรงเกียรติสูงสุดของโลกอีกรายการหนึ่งนับจากนั้นเป็นต้นมา

กระทั่งนับจากปี 1988 โชพาร์ด (Chopard) ได้เข้ามาร่วมสวมบทบาทแห่งการเป็นพันธมิตรและผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขันแรลลีรถคลาสสิกชื่อดังนี้ พร้อมทั้งหลอมรวมเป็นหนึ่งระหว่างโลกแห่งการแข่งขันรถยนต์สุดคลาสสิกที่ถือกำเนิดขึ้นจากความหลงใหลเฉพาะตัวของ คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล (Karl-Friedrich Scheufele) ประธานร่วมของโชพาร์ด และเป็นนักสะสมและหลงใหลในรถคลาสสิกตัวยง เข้ากับอีกโลกหนึ่งของประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาอันทรงคุณค่าที่แบรนด์ร่วมสืบทอดมาอย่างยาวนาน การผนึกความสัมพันธ์ครั้งนี้ยังมีต้นกำเนิดมาจากความหลงใหลเดียวกันในเรื่องราวแห่งจักรกลอันล้ำเลิศและสมรรถนะแห่งเครื่องยนต์ ที่ในไม่ช้าก็ได้นำทางมาสู่อีกหนึ่งจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของการสร้างสรรค์เรือนเวลาคอลเลกชั่นพิเศษ ภายใต้ชื่อ มิลล์ มิเกลีย (Mille Miglia) ที่ โชพาร์ด ตั้งใจอุทิศให้กับการแข่งขันความเร็วรายการประวัติศาสตร์นี้ และแน่นอนเรือนเวลาเหล่านี้ยังได้กลายเป็นที่ตามหาของเหล่านักสะสมโดยเฉพาะ 

 

Mille Miglia ปี 1988 

 

เช่นเดียวกับเสน่ห์และความคลาสสิกของเหล่ารถแข่งระดับตำนาน ที่นาฬิกาภายในคอลเลกชั่น มิลล์ มิเกลีย บรรจุไว้ด้วยรหัสและสัญลักษณ์แห่งการแข่งขันบนเส้นทางพันไมล์ของ มิลล์ มิเกลีย พร้อมทั้งสืบทอดไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ของการประดิษฐ์นาฬิกาสปอร์ตสมรรถนะสูง โดยคอลเลกชั่น มิลล์ มิเกลีย ได้สร้างวิวัฒนาการขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านผลงานสร้างสรรค์ในทุกๆ ปี ขณะเดียวกันก็รักษาไว้ซึ่งคุณสมบัติต้นตำรับ อาทิ นับตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา โชพาร์ด ได้รังสรรค์และเปิดตัวนาฬิกา มิลล์ มิเกลีย ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดพิเศษในแต่ละปี และสำรองไว้สำหรับผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันชื่อดังแห่งอิตาลีนี้โดยเฉพาะ โดยมีเครื่องประดับพิเศษเพียงสองคอลเลกชั่นเท่านั้นที่เคยสร้างสรรค์ขึ้นในยุคแรกๆ ของการร่วมเป็นพันธมิตร อย่าง แหวนรูปกุญแจ ในปี 1989 และคัฟฟ์ลิงค์ในปี 1992 กระทั่งในปี 1997ที่นอกเหนือไปจากนาฬิกาซึ่งผลิตและสำรองไว้เฉพาะให้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขันแล้ว โชพาร์ด จึงได้เริ่มต้นผลิตนาฬิกา มิลล์ มิเกลีย เพื่อการจำหน่ายในตลาดเรือนเวลา โดยยังคงเอกลักษณ์ของการเป็นรุ่นผลิตจำนวนจำกัด และมีจำนวนการผลิตที่ตรงกับปีนั้นๆ ของการเปิดตัว เช่นรุ่น มิลล์ มิเกลีย สตีล โครโนกราฟ (Mille Miglia steel chronographs) ของปี 2014 จะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดสำหรับตลาดทั่วไปจำนวน 2,014 เรือน นอกเหนือไปจากการผลิตที่สำรองไว้สำหรับผู้เข้าแข่งขันจำนวน 410 เรือน

 

Mille Miglia ปี 2000

 

นอกจากรูปลักษณ์ที่อุทิศแด่การแข่งขัน กับรหัสงานออกแบบที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน อาทิ ตัวเรือนทรงกลมคลาสสิก ที่สะท้อนถึงเหล่ารถระดับตำนานซึ่งยังคงรักษาเอกลักษณ์อันคลาสสิกเข้มแข็งไว้ ผสานด้วยการตกแต่งในโทนสีแดงและบ่อยครั้งยังผสมผสานเข้ากับสีดำ เช่น โลโก้รูปลูกศร มิลล์ มิเกลีย ที่กลายเป็นหนึ่งในรหัสอันเข้มแข็งและเป็นที่จดจำได้เสมอของเหล่านักสะสม ด้วยธรรมชาติสไตล์สปอร์ตของผลงานรุ่นต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วยังเป็นนาฬิกาโครโนกราฟเกือบทั้งหมดนั้น ยังบรรจุไว้ด้วยสเกลทาคีมิเตอร์ และวัสดุเรืองแสงที่ช่วยให้สามารถอ่านค่าต่างๆ บนหน้าปัดได้อย่างชัดเจน ถอดรหัสงานออกแบบมาจากหน้าปัดบนแผงควบคุมของเหล่ารถแข่งคลาสสิกของรายการ ภายใต้รูปลักษณ์ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณการแข่งขันสุดคลาสสิกนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นนั้น โชพาร์ด ยังได้สร้างสรรค์ซึ่งวิวัฒนาการของกลไก หรือ 'Motorizations' ที่บรรจุอยู่ภายในเหล่าเรือนเวลา มิลล์ มิเกลีย มาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการพัฒนาซึ่งสมรรถนะ สัดส่วน ความไว้วางใจเชื่อถือได้ รวมถึงคุณสมบัติจำเพาะทางเทคนิค และคุณภาพของวัสดุ ที่ล้วนผ่านการคัดกรองและพัฒนาขึ้นในวิถีเฉพาะ จากการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้นของทีมนักออกแบบและช่างเทคนิคของโรงงาน

 

 

 

 

Mille Miglia ปี 2014

 

และนั่นยังทำให้หลายๆ ครั้งที่คอลเลกชั่น มิลล์ มิเกลีย ได้สร้างซึ่งปรากฏการณ์ครั้งแรกให้กับโลกเรือนเวลามาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในปี 1990 กับการบรรจุด้วยกลไกจักรกลเป็นครั้งแรก และขับเคลื่อนอยู่ภายในนาฬิกาพกโครโนกราฟสปลิท-เซ็คกันด์ กับตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีล ซึ่งนั่นยังนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ มิลล์ มิเกลีย ปรากฏโฉมในรูปแบบของนาฬิกาพก ขณะที่ปี 1994 เรายังได้เห็นการประกอบนาฬิกาด้วยสายยางเป็นครั้งแรก พร้อมงานออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปลักษณ์เฉพาะของยาง ดันล็อป เรซิ่ง (Dunlop Racing) ในยุค 1960s ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของสายยางที่พบได้ในทายาท มิลล์ มิเกลีย อีกหลายต่อหลายรุ่น เช่นเดียวกับการพัฒนาเพื่อผสานสายยางนี้เข้ากับตัวเรือนได้อย่างกลมกลืนยิ่งขึ้น ส่วนในปี 1997 ถือเป็นการผจญภัยครั้งสำคัญและกลายเป็นหนึ่งในหัวใจของคอลเลกชั่นจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ โชพาร์ด ได้ตัดสินใจที่จะเลือกใช้กลไกอัตโนมัติมาบรรจุในนาฬิกา มิลล์ มิเกลีย ทุกรุ่น รวมถึงวางแผนสำหรับทำตลาดให้กับรุ่นที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดในทุกๆ ปี โดยอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของคอลเลกชั่นนี้ ยังรวมไปถึงการพัฒนากลไกอัตโนมัติของ มิลล์ มิเกลียทุกรุ่นให้สามารถผ่านประกาศนียบัตรรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ โดย COSC นับจากปี 2000 เป็นต้นมา

Karl-Friedrich Scheufele และ Jacky Ickx ในการแข่งขัน Mille Miglia ปี 2012 

 

(c) Alexandra Pauli for Chopard

 

 

 

TURNS TO 2017 RACE EDITION 

 

อุทิศให้กับประเพณีที่เริ่มต้นขึ้นนับจากปี 1988 เป็นต้นมา และร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปีแห่ง มิลล์ มิเกลีย ในปี 2017นี้ โชพาร์ด และประธานร่วม อย่าง คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล นักขับผู้เปี่ยมด้วยความหลงใหลใหลในรถคลาสสิก ยังคงร่วมลงแข่งขันในรายการ มิลล์ มิเกลีย ประจำปี 2017 พร้อมด้วยนักขับชาวฝรั่งเศส โรแมง ดูมาส (Romain Dumas) และเป็นอีกครั้งที่ทีมของแบรนด์ได้ร่วมส่งรถคลาสสิกลงแข่งในรายการพันไมล์นี้ไม่น้อยกว่าสี่คัน ขณะที่ความผูกพันระหว่าง โชพาร์ด และมิลล์ มิเกลีย ยิ่งกระชับความแน่นแฟ้นมากขึ้นตลอดระยะเวลา 29 ปีที่ผ่านมา การเปิดตัวของเหล่านาฬิกาคอลเลกชั่นพิเศษภายใต้ชื่อ มิลล์ มิเกลีย นี้ก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และเพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปีของการแข่งขัน ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'รายการแข่งขันความเร็วอันงดงามสูงสุดของโลก' นี้ โชพาร์ด ได้ร่วมรังสรรค์ พร้อมเผยโฉมหนึ่งในทายาทนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่สู่ มิลล์  มิเกลีย 2017 เรซ เอดิชั่น (Mille Miglia 2017 Race Edition) ได้อย่างสมเกียรติ 

 

 

 

โดยถ่ายทอดถึงสัมผัสแห่งความงดงามประณีตของหน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลายเอนจิ้น-เทิร์น (engine-turned) พร้อมบรรจุด้วยหน้าปัดย่อย ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแผงหน้าปัดควบคุมของรถแข่งวินเทจ โดยรุ่นนี้จะผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดพิเศษเพียง 1,000 เรือน ภายใต้ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาดใหญ่ 44.0 มิลลิเมตร ดึงสไตล์สปอร์ตทรงพลังมาจากรถแข่งคลาสสิกที่ร่วมในรายการ มิลล์ มิเกลีย ระหว่างช่วงปี 1940 -1957 และในฐานะที่โชพาร์ด ได้ร่วมเป็นพันธมิตรและเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของรายการนี้ มานับตั้งแต่ปี 1988 โดยเรือนเวลาล้ำสมัยและซับซ้อนด้วยงานออกแบบใหม่ล่าสุดนี้ ยังได้มอบประสิทธิภาพของการอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน ด้วยพลังขับเคลื่อนของกลไกอัตโนมัติโครโนกราฟ ที่เปรียบดั่ง 'เครื่องยนต์' ของนาฬิกาอันเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ รับรองโดยประกาศนียบัตร COSC และประสิทธิภาพของการกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร เติมเต็มภาพความวินเทจ ด้วยเหล่าปุ่มกดรูปทรงต้นตำรับ ที่ดึงต้นแบบมาจากเครื่องยนต์ของบรรดารถแข่ง พร้อมทั้งเม็ดมะยมขนาดใหญ่เซาะร่องซึ่งดูคล้ายกับฝาครอบถังน้ำมันเชื้อเพลิง ผสานด้วยขอบตัวเรือนแทรกด้วยอลูมิเนียม และบรรจุด้วยสเกลทาคีมิเตอร์ เครื่องมืออันเป็นประโยชน์ต่อเหล่านักขับสำหรับคำนวณวัดความเร็วเฉลี่ยของการแข่งขัน โดยประกอบคู่มากับสายยางสีดำ ตกแต่งลวดลายล้อยางสำหรับรถแข่ง Dunlop ยุค 1960s และฝาหลังประทับด้วยรูปธงลายตารางแสดงการเข้าเส้นชัยของการแข่งขันความเร็ว พร้อมโลโก้รูปลูกศรของ มิลล์ มิเกลีย และคำว่า 'Mille Miglia 1927-2017' ถ่ายทอดถึงแรงบันดาลใจจากโลกแห่งการแข่งขันความเร็วได้อย่างแท้จริง

Mille Miglia 2017 Race Edition ผลิตจำนวนจำกัด 1,000 เรือน ในตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 44 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดโทนสีเงิน

 

90 YEARS OF AUTOMOBILE PASSION 

เมื่อการเดินทางของรายการ มิลล์ มิเกลีย มุ่งหน้าสู่ปีที่ 90 ของการจัดการแข่งขัน โชพาร์ด ผู้สวมบทบาทพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ของรายการ จึงได้ร่วมเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเรือนเวลาอีกหนึ่งรุ่นพิเศษ ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 90 เรือน ภายใต้ความสง่างามของตัวเรือนทองชมพูสีกุหลาบ 18K ของ มิลล์ มิเกลีย คลาสสิก เอ็กซ์แอล 90 แอนนิเวอร์ซารี ลิมิเต็ด เอดิชั่น (Mille Miglia Classic XL 90th Anniversary Limited Edition) อุทิศสไตล์สปอร์ตและงดงามล้ำค่าสำหรับเหล่านักสะสมตัวยง

ออกแบบขึ้นภายใต้เอกลักษณ์ขนานแท้ของการเป็นนาฬิกาสปอร์ตแห่งความเร็ว เช่นเดียวกับความทรงเกียรติแห่งสถาปัตยกรรมอิตาเลียน โดยความสง่างามของรุ่นพิเศษเฉลิมฉลอง 90 ปีของ มิลล์ มิเกลีย นี้ชวนให้หวนนึกถึงเสน่ห์ของรถแข่งคลาสสิกระดับตำนาน โดยเฉพาะความโค้งปราดเปรียวของ เฟอร์รารี 250 จีทีโอ (Ferrari 250 GTO) ผสานด้วยเส้นสายอันเฉียบคมของ อัลฟา โรมิโอ 6ซี (Alfa Romeo 6C) เช่นเดียวกับสัมผัสอันเย้ายวนใจของสไตล์แห่ง แอสตัน มาร์ติน (Aston Martin) และโครงสร้างอันทรงพลังที่ชวนให้นึกถึง ปอร์เช่ 550 อาร์เอส (Porsche 5500 RS) ทุกองค์ประกอบอันโดดเด่นเหล่านี้ได้หลอมรวมอยู่ในเรือนเวลาหนึ่งเดียว ด้วยสไตล์อันเข้มแข็งของการเป็นนาฬิกาโครโนกราฟสมรรถนะสูง จากพลังขับเคลื่อนของกลไกไขลานด้วยมือ L.U.C Calibre 03.07-Lผสานฟังก์ชั่นฟลายแบ็คโครโนกราฟที่ออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นทั้งหมดภายในโรงงานของตนเอง และร่วมอุทิศให้กับขุมพลังเครื่องยนต์แห่งรถแข่งคลาสสิกอันทรงเกียรติของ มิลล์ มิเกลีย ที่เปรียบดั่งมรดกล้ำค่าแห่งนวัตกรรมและสมรรถนะบนสนามแข่งความเร็วแห่งนี้เสมอ

Mille Miglia Classic XL 90th Anniversary Limited Edition เฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปีของรายการ ด้วยจำนวนจำกัดพิเศษเพียง 90 เรือน ในตัวเรือนทองชมพูสีกุหลาบ 18K ขนาด 46 มิลลิเมตร

 

THE LEGEND WITH A VINTAGE TOUCH

ทายาทแห่งความสปอร์ตและล้ำสมัยด้วยสมาชิกใหม่ของ มิลล์ มิเกลีย คลาสสิก โครโนกราฟ (Mille Miglia Classic Chronograph) กับสองเวอร์ชั่นสำหรับข้อมือสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี โดยยังคงสัมผัสได้ถึงความคลาสสิกวินเทจ ที่ปรากฏอยู่บนงานตกแต่งหน้าปัด สำหรับรุ่นสุภาพบุรุษตีความสู่ความสง่างามด้วยโทนสีดำหรือสีเงินของหน้าปัด พร้อมบรรจุด้วยตัวเลขเรืองแสงขนาดใหญ่ ขณะที่รุ่นสำหรับสุภาพสตรี ถ่ายทอดความอ่อนหวานมากขึ้นด้วยหน้าปัดโทนสีเงิน หรือประดิษฐ์ขึ้นจากเปลือกหอยมุกสีขาว ประดับตกแต่งขอบตัวเรือนด้วยเพชร ส่องประกายแสงแวววาวระยิบระยับขับให้เรือนเวลาสปอร์ตสำหรับสุภาพสตรีนี้ยิ่งโดดเด่นมากขึ้น

 

การถอดรหัสครั้งใหม่ของนาฬิกาโครโนกราฟ มิลล์ มิเกลีย ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหล่ารถแข่งวินเทจที่ร่วมแข่งขันในรายการระหว่างปี 1927 – 1940 นี้ยังคงหล่อหลอมเข้ากับดีกรีแห่งสมรรถนะของจักรกลโครโนกราฟ และความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ของกลไก ที่ทั้งคู่บรรจุภายในด้วยกลไกอัตโนมัติโครโนกราฟ กับรูปลักษณ์ภายนอกที่ลงตัวด้วยการประกอบสายยางสีดำสำหรับข้อมือสุภาพบุรุษ หรือสายยางสีขาวสำหรับข้อมือสุภาพสตรี พร้อมตกแต่งด้วยลวดลายล้อยางรถแข่ง หนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะของคอลเลกชั่น มิลล์ มิเกลีย จนถึงปัจจุบัน

Mille Miglia Classic Chronograph เรือนเวลาสปอร์ตสำหรับเขาและเธอ ด้วยสองเวอร์ชั่นของนาฬิกาโครโนกราฟในตัวเรือนสเตนเลสสตีล 42 และ 39 มิลลิเมตร

 

และสามารถติดตามความน่าตื่นเต้นของการเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปีแห่งรายการแข่งขันพันไมล์ Mille Milglia และคอลเลกชั่นนาฬิกาสุดสร้างสรรค์รุ่นใหม่โดย Chopard เหล่านี้ได้

ในนิตยสาร GM W เดือนกันยายนนี้ครับ

#chopard #millemiglia #gmwmagazine.com

 


GM Multimedia Group PLC.
GMW © 2017