3.04K
คนดูทั้งหมด
Sea-Dweller หนึ่งในตำนานนาฬิการุ่นเอก ของ Rolex
Update : Sep 05, 2017

เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของหนึ่งในตำนานนาฬิการุ่นเอกแห่ง โรเล็กซ์ (Rolex) กับ ซี-ดเวลเลอร์ (Sea-Dweller) ด้วยวิวัฒนาการและเส้นทางการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง นับจากการเปิดตัวและสร้างตำนานบทแรกให้กับนาฬิกาดำน้ำสำหรับมืออาชีพขึ้นในปี 1967 หรือเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

1967, The Born Year
    ปี 1967 หนึ่งในตำนานแห่งนาฬิกาดำน้ำได้ถือกำเนิดขึ้น ด้วยการสร้างสรรค์ของ ออยสเตอร์ เพอร์เพ็ตชวล ซี-ดเวลเลอร์ (Oyster Perpetual Sea-Dweller) นาฬิกาสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ กับคุณสมบัติของความทนทานสูง ซึ่งออกแบบและพัฒนาขึ้นโดย โรเล็กซ์ เพื่อร่วมในภารกิจสุดท้าทายใต้น้ำลึก และการทดลองศึกษาการใช้ชีวิตใต้น้ำของเหล่านักบุกเบิกที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น จากบทบาทหลักสำคัญทั้งหมดที่ ซี-ดเวลเลอร์ ได้ร่วมพิสูจน์สมรรถนะและความท้าทายใต้ท้องทะเลลึกนี้เอง ที่ได้กลายเป็นที่มาของฉายานาฬิกาในฐานะ 'ผู้พิชิตใต้ความลึก' กระทั่งต่อยอดสู่วิวัฒนาการของนาฬิกาดำน้ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการสร้างสรรค์ตัวเรือน ออยสเตอร์ (Oyster) ที่ ณ เวลานั้น สามารถรับประกันได้ถึงการกันน้ำลึกระดับ 610 เมตร หรือ 2,000 ฟุต ก่อนจะพัฒนามาสู่คุณสมบัติของการเป็นนาฬิกาข้อมือที่สามารถกันน้ำลึกถึงระดับ 1,220 เมตร หรือ 4,000 ฟุตได้สำเร็จ ในปี 1978 ด้วยการติดตั้งนวัตกรรมซึ่งคิดค้น พัฒนา และจดสิทธิบัตรโดย โรเล็กซ์ ของวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียม อุปกรณ์ขนาดจิ๋วสุดอัจฉริยะที่ช่วยปกป้องและรักษาความปลอดภัยให้กับนาฬิกาดำน้ำลึก ซึ่งติดตั้งอยู่ในตัวเรือนด้วยภารกิจสำคัญคือการช่วยให้นาฬิกาสามารถ 'ลดความดันอากาศ' ภายในตัวเรือนได้อย่างปลอดภัย เหมือนกับที่นักดำน้ำเองจะต้องลดความดันอากาศไปตามการดำน้ำ ณ ระดับความลึกมากๆ
    และด้วยฟังก์ชัน รวมถึงคุณสมบัติจำเพาะของ ซี-ดเวลเลอร์ นี้เองที่ตอบสนองอย่างสมบูรณ์แบบต่อความต้องการของการดำน้ำแบบต่อเนื่องระยะยาว และสร้างมาตรฐานใหม่ทางเทคนิคที่เข้มข้นมากขึ้นให้กับอุปกรณ์บอกเวลาหรือนาฬิกาสำหรับการดำน้ำ ที่เปิดประตูสู่พรมแดนใหม่ของการผจญภัยใต้น้ำลึกได้สำเร็จ

Sea-Dweller ปี 1967

Deepsea Special ปี 1960

1950s, The Start of Evolutions
    เทคนิคของการดำน้ำต่อเนื่องระยะยาวได้พัฒนาขึ้นตลอดยุค 1950s และ 1960s และทำให้มนุษย์สามารถเอาชนะซึ่งข้อจำกัดทางสภาวะและกระบวนการทำงานต่างๆ ของอวัยวะในร่างกายขณะการดำน้ำตามประเพณีดั้งเดิมทั่วไป ซึ่งนั่นเองที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งการพิชิตมหาสมุทร เมื่อมนุษย์สามารถที่จะดำสู่ใต้น้ำได้ลึกยิ่งขึ้น และอยู่ใต้น้ำได้ยาวนานยิ่งขึ้นกว่าที่เคย และนั่นยังทำให้เกิดการแบ่งระดับความลึกออกเป็นช่วงสั้นๆ เช่น 60 เมตร หรือมากกว่านั้น ด้วยระยะเวลาของการดำน้ำที่ยาวนานไม่เกินหนึ่งชั่วโมงต่อครั้ง โดยความดันอากาศที่อยู่เหนือระดับความลึกนั้น จะทำให้เกิดความกดอากาศที่เป็นอันตราย จึงมีข้อจำกัดที่เกิดขึ้นกับศักยภาพของถังอากาศ เช่นเดียวกับอุปสรรคต่อการลดความดันอากาศ
    ทว่า การทดสอบการดำน้ำต่อเนื่องในระยะเวลายาวนานนี้ ได้มีส่วนช่วยให้เหล่านักดำน้ำมืออาชีพ อย่าง นักดำน้ำที่ทำงานให้กับ โคเม็กซ์ (Comex  หรือ Compagnie Maritime d'Expertises) ซึ่งเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมทางทะเล สามารถบรรลุถึงระดับความลึกที่ 160 เมตร ได้ในปี 1966 และดำดิ่งสู่ใต้น้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ในปี 1968 จากนั้นจึงดิ่งลงลึกได้อีกถึง 501 เมตร ในปี 1977 และครั้งที่สร้างสถิติโลกด้วยระดับความลึกถึง 534 เมตร ในการดำน้ำแบบ 'open-sea' ในปี 1988 กระทั่งในปี 1992 ในการทดสอบการดำน้ำภายในห้องปรับบรรยากาศ (hyperbaric chamber) นักดำน้ำของโคเม็กซ์จึงสามารถบรรลุถึงระดับความลึกสูงสุดที่ 701 เมตร ซึ่งเป็นสถิติที่ยังคงอยู่ ณ ปัจจุบัน และนับเป็นการทลายขีดข้อจำกัดของมนุษย์ภายใต้ระดับน้ำลึกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยมี โรเล็กซ์ ร่วมสวมบทบาทในฐานะเรือนเวลาอย่างเป็นทางการของเหล่านักดำน้ำระดับท็อปของโคเม็กซ์ ที่ได้ร่วมทดสอบและสร้างสถิติครั้งสำคัญในภารกิจใต้ท้องทะเลลึก และภายใต้สภาวะอันสุดขั้วต่างๆ มาแล้วมากมายอีกด้วย
    การบรรลุถึงระดับความลึกที่มากขึ้นเรื่อยๆ นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายเดียวของเหล่านักประดาน้ำและเหล่านักดำน้ำมืออาชีพใต้ท้องทะเลลึกของยุคนั้น แต่พวกเขายังต้องการมองหาซึ่งวิธีที่จะทำให้มนุษย์สามารถอยู่ใต้น้ำได้ยาวนานยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การมองหาวิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ใต้น้ำได้ด้วย แผนทดสอบเพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถในการใช้ชีวิตใต้น้ำของมนุษย์โดยเทคนิคการดำน้ำต่อเนื่องระยะยาวต่างๆ จึงได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทั้งในฝรั่งเศส และสหรัฐฯ ณ ช่วงต้นยุค 1960s และการอ้างอิงถึงโครงการเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของชื่อ ซี-ดเวลเลอร์ (Sea-Dweller) ซึ่งมอบให้กับนาฬิกาของเหล่านักดำน้ำด้วยคุณสมบัติของความทนทานสูงพิเศษที่พัฒนาขึ้นโดย โรเล็กซ์ ในเวลาเดียวกัน และเมื่อภารกิจหลักคือการใช้ระยะเวลาตลอดหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือแม้แต่หลายเดือนของโครงการ ยังเป็นที่มาของการเปิดตัวแนะนำฟังก์ชันแสดงวันที่บนนาฬิกาดำน้ำนี้อีกด้วย  
    โดยหนึ่งในโปรแกรมความพยายามทางวิทยาศาสตร์ในการใช้ชีวิตอยู่ใต้น้ำครั้งสำคัญสูงสุด ก็คือ เท็กไทต์ (Tektite) ที่ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1969 โดยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของปีเดียวกันนั้น มีนักดำน้ำชาวอเมริกันสี่คนที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ใต้น้ำได้ยาวนานถึง 58 วัน และทำงาน ณ ระดับความลึก 15 เมตรใต้ท้องทะเล ดังนั้นจึงนับเป็นการสร้างสถิติด้านจำนวนเวลาที่ใช้ไปใต้น้ำเป็นครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ โดยพวกเขาทั้งหมดยังติดตั้งด้วยอุปกรณ์คู่กายอย่าง นาฬิกา โรเล็กซ์ และในเวลาต่อมาของปี 1970 โปรแกรมดังกล่าวได้เดินหน้าต่อสู่ เท็กไทต์ ทู (Tektite II) ซึ่งเป็นภารกิจของนักดำน้ำหญิงทั้งหมด รวมไปถึงนักชีววิทยาและนักสำรวจทางทะเล ซิลเวีย เออร์เล (Sylvia Earle) ที่ ณ ปัจจุบัน เธอยังคงเป็นพันธมิตรอันยาวนานของ โรเล็กซ์ ในฐานะ โรเล็กซ์ เทสติโมนี (Rolex Testimonee) และเคยได้ร่วมพิสูจน์ถึงสมรรถนะนาฬิกาดำน้ำของแบรนด์มาแล้ว
     จากวิวัฒนาการและความก้าวหน้าของโครงการดำน้ำระยะยาวต่างๆ เหล่านี้เอง ที่เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญให้ โรเล็กซ์ เริ่มต้นพัฒนาฟังก์ชันพิเศษสำหรับนาฬิกาดำน้ำทนทานสูง นั่นคือ การพัฒนาฮีเลียมวาล์ว ซึ่งเป็นการมอบเส้นทางสำหรับปล่อยก๊าซและช่วยให้นาฬิกาที่อิ่มตัวด้วยก๊าซฮีเลียม ปลอดภัยจากสภาวะการลดความดันอากาศได้ จากหลายครั้งที่นักดำน้ำมักจะสังเกตว่า ในระหว่างการลดความดันอากาศ กระจกของนาฬิกาอาจดีดหรือเด้งออกได้เหมือนกับจุกไม้ก๊อกที่เด้งออกจากขวดแชมเปญ เนื่องจากโมเลกุลของฮีเลียมมีขนาดเล็กมาก จึงสามารถแทรกซึมอย่างช้าๆ เข้าสู่ตัวเรือนนาฬิกาผ่านปะเก็นต่างๆ ได้ ดังนั้น นาฬิกาจึงจำเป็นต้องระบายหรือปล่อยก๊าซฮีเลียมที่มีมากเกินไปนี้ออกจากภายในของตัวเรือนได้เช่นกัน ถึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
    โดยแทนที่จะพยายามสร้างนาฬิกาที่ไม่ปล่อยให้ก๊าซฮีเลียมไหลผ่านได้ ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นกลับเป็นภารกิจที่ไม่อาจเป็นไปได้ด้วยซ้ำ โรเล็กซ์ จึงได้มองหาทางออกที่ดีที่สุด และเลือกพัฒนาวาล์วหมุนได้ทิศทางเดียวที่ติดตั้งไว้บนด้านข้างของตัวเรือนนาฬิกา ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้โดยอัตโนมัติ ณ ระดับต่างๆ ของความดันอากาศภายใน เพื่อปล่อยให้ก๊าซสามารถไหลออกจากตัวเรือนได้ และไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อประสิทธิภาพการกันน้ำของนาฬิกา และนั่นได้นำมาสู่การจดสิทธิบัตรให้กับอุปกรณ์ฮีเลียมวาล์วนี้ในปี 1967 โดย โรเล็กซ์ พร้อมด้วยนาฬิการุ่นใหม่สำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ นั่นคือ ออยสเตอร์ เพอร์เพ็ตชวล ซี-ดเวลเลอร์ กับฮีเลียมวาล์วที่พิสูจน์ประสิทธิภาพในภารกิจการดำน้ำระยะยาวใต้น้ำลึกมาแล้ว

การทดสอบและสำรวจใต้ท้องทะเลลึกในยุค 1950s

Sea-Dweller เปิดตัวในปี 1967

นวัตกรรมวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียม ที่จดสิทธิบัตรโดย โรเล็กซ์

โครงการทดสอบใต้น้ำลึกร่วมกับ James Cameron นักสำรวจและผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดี

และแม้ว่าจะมีภาพลักษณ์และฟังก์ชันหลายๆ อย่างที่คล้ายกันกับนาฬิกา โรเล็กซ์ ออยสเตอร์ เพอร์เพ็ตชวล ซับมารีเนอร์ (Oyster Perpetual Submariner) ทั้งด้วยตัวเรือนสตีล ขนาด 40.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดสีดำ พร้อมการแสดงเวลาเรืองแสง และผสานเข้ากับขอบตัวเรือนปรับหมุนได้บรรจุสเกล 60 นาทีแล้ว แต่ ซี-ดเวลเลอร์ จะแตกต่างด้วยตัวเรือนซึ่งหนากว่าเล็กน้อย และบรรจุด้วยการแสดงวันที่ หนึ่งในฟังก์ชันซึ่งถือว่ามีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักดำน้ำต่อเนื่องในภารกิจใต้น้ำระยะยาว เช่นการใช้ชีวิตในห้องปรับบรรยากาศใต้น้ำ เป็นต้น และ โรเล็กซ์ ยังได้ติดตั้งด้วยอีกหนึ่งนวัตกรรม นั่นคือสายสร้อยข้อมือ พร้อมด้วยระบบตัวเชื่อม ฟลิปล็อก (Fliplock) สำหรับขยายสาย ที่ช่วยให้นักดำน้ำสามารถใส่นาฬิกาสวมทับบนชุดดำน้ำหนาๆ ได้ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง ที่ทำให้ตลอดยุค 1970s ซี-ดเวลเลอร์ ได้กลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่เหล่านักดำน้ำต้องมี โดยเฉพาะนักดำน้ำสำรวจของโคเม็กซ์ที่กำกับออกมาเป็นกฎเลยว่า นักดำน้ำของตนจะต้องใช้เพียงนาฬิกาดำน้ำของ โรเล็กซ์เท่านั้น และนับจากนั้นเป็นต้นมา ซี-ดเวลเลอร์ ก็ได้ร่วมในภารกิจและร่วมสร้างสถิติใหม่ใต้น้ำลึก ณ ระดับต่างๆ เรื่อยมาเสมอจวบจนถึงปัจจุบัน

Deepsea ปี 2014 กับตัวเรือน Oyster ขนาด 44.0 มิลลิเมตร พร้อมประสิทธิภาพการกันน้ำได้ลึกสูงสุดถึง 3,900 เมตร

2017, A Legend is Reborn
    เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 50 ปีของ ซี-ดเวลเลอร์ วันนี้ โรเล็กซ์ จึงได้เปิดตัวทายาทรุ่นใหม่ของนาฬิกาดำน้ำระดับตำนาน อย่าง ซี-ดเวลเลอร์ ในฐานะผู้พิชิตแห่งใต้ท้องทะเลลึก กับความโดดเด่นด้านคุณสมบัติและพัฒนาการก้าวใหม่ของนาฬิกาดำน้ำสมรรถนะสูงที่ยังคงคับเรือน ไม่ว่าจะเป็น การกันน้ำได้ลึกถึงระดับ 1,220 เมตร หรือ 4,000 ฟุต โดยใน ซี-ดเวลเลอร์ ใหม่ยังคงติดตั้งด้วยตัวเรือน ออยสเตอร์ ทำจากสตีล 904L แต่ปรับขยายใหญ่ขึ้นเป็นขนาด 43.0 มิลลิเมตร (ต่างจาก 40.0 มิลลิเมตร ในรุ่นต้นตำนานปี 1967) พร้อมทั้งขับเคลื่อนด้วยกลไกเจเนอเรชันล่าสุดของ โรเล็กซ์ กับ Calibre 3235 กลไกอัตโนมัติที่ผ่านการจดสิทธิบัตรถึง 14 ฉบับ ด้วยคุณสมบัติซึ่งมอบผลลัพธ์เป็นความเที่ยงตรง ศักยภาพอันสมบูรณ์แบบของการสำรองพลังงานและทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนหรือแรงกระแทก เช่นเดียวกับต้านทานสนามแม่เหล็ก โดยการติดตั้งด้วยหัวใจ อย่าง โครเนอร์จี เอสเคปเมนต์ (Chronergy escapement) พร้อมการสำรองพลังงานได้นานประมาณ 70 ชั่วโมง รวมถึงใยสปริงพาราโครม (Parachrom hairspring) สีน้ำเงิน โลหะผสมที่ไม่เป็นสนามแม่เหล็ก (paramagnetic) และทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนได้สูงกว่าใยสปริงทั่วไปถึง 10 เท่า โดยผ่านการผลิตและจดสิทธิบัตรของ โรเล็กซ์ Calibre 3235 ยังสร้างพลังงานได้อย่างต่อเนื่องจากการขึ้นลานของ เพอร์เพ็ตชวล โรเตอร์ (Perpetual rotor) นับเป็นการผสมผสานซึ่งเทคโนโลยีการประดิษฐ์นาฬิการะดับแถวหน้าและรับประกันได้ถึงมาตรฐานสูงสุดของความเที่ยงตรงและความไว้วางใจเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่กระจกหน้าปัดซึ่งหนาขึ้นของ ซี-ดเวลเลอร์ รุ่นใหม่ ยังติดตั้งมาพร้อมกับเลนส์ ไซคล็อป (Cyclops lens) ขยายวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกาให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งอ้างอิงถึงนาฬิการุ่นแรกที่สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน ด้วยชื่อ 'Sea-Dweller' ในโทนสีแดง ที่ประทับบนหน้าปัดสีดำเหมือนกับในรุ่นต้นตำนาน

Sea-Dweller รุ่นใหม่ของปี 2017 กับตัวเรือนขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 43.0 มิลลิเมตร

สารเรืองแสง Chromalight ด้วยแสงเรืองสีฟ้าบนหน้าปัด

กลไกอัตโนมัติ Calibre 3235 ขับเคลื่อนภายใน Sea-Dweller รุ่นใหม่ของปีนี้

ขอบตัวเรือน Cerachrom สีดำในเซรามิก บรรจุสเกล 60 นาที

ติดตั้งด้วยวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียม จดสิทธิบัตรโดย โรเล็กซ์

นอกจากนี้ทายาท ซี-ดเวลเลอร์ ใหม่ ยังผสานด้วยหลากหลายพัฒนาการทางเทคนิคล่าสุดของ โรเล็กซ์ ทั้งตัวเรือนและสายทำจากสตีล 904L กันการสึกกร่อนได้สูง ผสานขอบตัวเรือนปรับหมุนได้ทิศทางเดียวที่กว้างขึ้น และบรรจุด้วยสเกล 60 นาที พร้อมด้วยความทนทานสูงด้วยการแทรกเซราโครม (Cerachrom) สีดำในเซรามิก กันรอยขีดข่วนและความคงทนของสีที่ไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต เช่นเดียวกับคุณสมบัติที่พัฒนาขึ้นเฉพาะตามความต้องการและตอบสนองการใช้งานของเหล่านักบุกเบิกใต้น้ำ เช่น เครื่องหมายบอกชั่วโมงและเข็มชี้ขนาดใหญ่ เติมด้วยสารเรืองแสงโครมาไลต์ (Chromalight) ที่สามารถเรืองแสงสีฟ้าได้อย่างยาวนานพิเศษ เพื่อมอบความสามารถในการอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนในที่มืด พร้อมทั้งติดตั้งด้วยฝาหลังแบบหมุนเกลียวล็อก รวมถึงเม็ดมะยมไขลานแบบทริปล็อก (Triplock) ซึ่งเปิดตัวแนะนำในปี 1970 ด้วยระบบการกันน้ำถึงสามชั้น ไปจนถึงหน้าปัดที่กว้างขึ้น และเหมือนกับนาฬิการุ่นอื่นๆ ของ โรเล็กซ์ ที่ ซี-ดเวลเลอร์ มาพร้อมความเที่ยงตรงและผ่านการทดสอบมาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุดของ โรเล็กซ์ นั่นคือ ซูเปอร์ลาทีฟ โครโนมิเตอร์ (Superlative Chronometer) ด้วยอัตราความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยหลังการติดตั้งตัวเรือนแล้วที่เพียง -2/+2 วินาทีต่อวัน โดยประทับด้วยสัญลักษณ์ กรีน ซีล (Green Seal) และการรับประกันห้าปีเต็ม ประกอบมาพร้อมตัวพับล็อกความปลอดภัย ออยสเตอร์ล็อก (Oysterlock) ที่ป้องกันสายเปิดออกโดยไม่ตั้งใจ คู่กับระบบ โรเล็กซ์ ไกลด์ล็อก (Glidelock) สำหรับปรับความยาวของสายได้ละเอียดครั้งละ 2 มิลลิเมตร และขยายได้สูงสุดประมาณ 20 มิลลิเมตร และข้อเชื่อมขยายสายแบบ ฟลิปล็อก (Fliplock) ซึ่งเมื่อใช้งานคู่กัน ยังช่วยให้นักดำน้ำสามารถขยายสายนาฬิกาได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือเสริมใดๆ และสามารถขยายความยาวของสายได้ทั้งหมดถึง 46 มิลลิเมตร เพื่อให้พวกเขาสามารถใส่นาฬิกาสวมทับชุดดำน้ำที่มีความหนาสูงสุดถึง 7 มิลลิเมตรได้ และท้ายสุดกับความโดดเด่นของ ซี-ดเวลเลอร์ รุ่นใหม่ นั่นคือการติดตั้งด้วยวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียม ที่จดสิทธิบัตรโดย โรเล็กซ์ ในปี 1967 หนึ่งในฟังก์ชันชื่อดังประจำคอลเลกชัน เพื่อช่วยควบคุมความดันอากาศที่สะสมอยู่ภายในตัวเรือนนาฬิกาในระหว่างระยะของการลดความดันอากาศที่เกิดขึ้นในการดำน้ำลึกต่อเนื่องระยะยาวนั่นเอง
    ถ่ายทอดซึ่งวิวัฒนาการแห่งความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีสูงสุดของวันนี้ และรักษาไว้ซึ่งมรดกของรุ่นดั้งเดิมในปี 1967 ทำให้ ซี-ดเวลเลอร์ ยังคงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันแสนพิเศษที่เชื่อมโยงระหว่าง โรเล็กซ์ และโลกแห่งการสำรวจใต้ท้องทะเลลึกอย่างแท้จริง

กระจกติดตั้งด้วย Cyclops lens คู่หน้าปัดสีดำและประทับคำว่า 'Sea-Dweller' เหมือนรุ่นต้นตำรับจากปี 1967

ระบบสายด้วยหลากหลายนวัตกรรมจดสิทธิบัตรโดย โรเล็กซ์ สำหรับปรับขยายสายได้เพื่อสวมทับชุดดำน้ำ

ทายาทแห่ง Sea-Dweller รุ่นใหม่ มอบประสิทธิภาพการกันน้ำได้ลึกถึงระดับ 1,220 เมตร


GM Multimedia Group PLC.
GMW © 2017