2.61K
คนดูทั้งหมด
WAR OF THE CHRONOGRAPHS
Update : May 09, 2017

WAR OF THE CHRONOGRAPHS

ศึกการแข่งขันระหว่างเรือนเวลาโครโนกราฟสร้างความตื่นเต้นยิ่งกว่าที่เคย ด้วยนวัตกรรมล้ำยุคที่ช่วยยกระดับให้ทุกๆ การจับเวลาล้วนมีความแม่นยำสูงสุด

 

MONTBLANC TimeWalker Chronograph 1000 Limited Edition 18

ครองตำนานและนวัตกรรมเครื่องจับเวลามาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด มงต์บลองค์ ยังได้นำเอาทักษะและความสามารถด้านการจับเวลาอันแม่นยำมาสู่ระดับใหม่ กับนาฬิกาข้อมือจับเวลาได้ละเอียดแม่นยำถึง 1/1000th ของวินาที ผลลัพธ์ความแม่นยำที่เป็นผลิตผลมาจากการพัฒนากลไกโครโนกราฟความถี่สูงถึง 360,000 ครั้ง/ชั่วโมง (50 เฮิรตซ์) ด้วยอัตราการแกว่งถึง 100 ครั้งในหนึ่งวินาที รวมถึงการประดิษฐ์เฟืองชิ้นใหม่ที่เรียกว่า “Thousandth wheel” ทำหน้าที่ในการส่งกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฟืองตัวนี้จะหมุนรอบแกนของตัวเองในอัตราเร็วที่ 10 รอบต่อวินาที นอกจากนี้จักรกลโครโนกราฟยังควบคุมกดผ่านคอลัมน์-วีลสองระดับ เพื่อแยกการทำงานระหว่างการเริ่มต้น หยุด และเริ่มต้นจับเวลาใหม่ ออกจากการปรับตั้งวินาทีและนาทีใหม่ เช่นเดียวกับการปรับตั้งเข็มแสดง 1/100th ของวินาที เพื่อความชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้นของทุกระบบการทำงานจับเวลา ขณะที่กลไกการแสดงเวลามีความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 เฮิรตซ์) ทั้งหมดนี้ยังทำงานประสานกันภายใต้กลไกไขลานด้วยมือ Calibre MB M66.26 ควบคุมโครโนกราฟผ่านปุ่มกดเดี่ยว พร้อมบาลานซ์วีลสำหรับการแสดงเวลา แยกออกจากบาลานซ์วีลอีกตัวสำหรับโครโนกราฟ ภายใต้ตัวเรือนผสมผสานไทเทเนียมและเคลือบ DLC สีดำ ขนาด 46.4 มิลลิเมตร หนา 17.34 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดสีดำตกแต่งแบบเกรน และสายหนังจระเข้สีดำ นาฬิกาจับเวลาได้ละเอียดและแม่นยำสูงสุดนี้จะผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 18 เรือนเท่านั้น 

PANERAI Luminor 1950 Regatta Oracle Team USA 3 Days Chrono Flyback Automatic Titanio – 47mm (PAM00726) 

ยกระดับความแม่นยำของการจับเวลา เพื่อให้สมบทบาทของการเป็นนาฬิกาอย่างเป็นทางการ (Official Watch) ของ ออราเคิล ทีม ยูเอสเอ (Oracle Team USA) ในการรักษาแชมป์ การแข่งขัน อเมริกาส คัพ ครั้งที่ 35 (35th America's Cup) ในปีนี้ โดยรุ่นใหม่ล่าสุดของนาฬิกาฟลายแบ็คโครโนกราฟตามต้นตำรับของ พาเนราย นี้ ยังคงติดตั้งด้วยกลไกอัตโนมัติโครโนกราฟ Calibre P.9100/R พร้อมสำรองพลังงานได้นานสามวัน และที่ขาดไม่ได้คือการติดตั้งด้วยจักรกลนับเวลาถอยหลังรีกัตต้าที่ใช้สำหรับการแข่งขันเรือโดยเฉพาะ ควบคุมเข็มจับเวลานาทีสีแดงกลางหน้าปัดที่ใช้สำหรับปรับตั้งเวลานับถอยหลังได้ด้วยปุ่มกดสีแดง ตำแหน่ง 4 นาฬิกา คู่กับปุ่มกด ตำแหน่ง 10 นาฬิกา สำหรับเริ่มและหยุดการนับเวลาถอยหลัง และเมื่อการนับเวลาถอยหลังเสร็จสิ้นลง เข็มจะยังคงทำหน้าที่จับเวลาการแข่งขันต่อไปได้อย่างแม่นยำ ส่วนปุ่มกด ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ทำหน้าที่ปรับตั้งเข็มจับเวลาทั้งหมดให้กลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์ใหม่ หรือหากกดปุ่มนี้เมื่อเข็มจับเวลายังคงทำงานอยู่ จะเป็นการตีเข็มกลับไปยังตำแหน่งศูนย์หรือฟังก์ชั่นฟลายแบ็คในทันที จึงทำให้สามารถเริ่มต้นการจับเวลาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องหยุดและปรับตั้งเข็มจับเวลาเหล่านี้ก่อน นอกเหนือจากสมรรถนะการจับเวลาสุดแม่นยำแล้ว รุ่นนี้ยังโดดเด่นด้วยแรงบันดาลใจของงานออกแบบและสีสันจากทีมออราเคิล ทีม ยูเอสเอ ทั้งการเล่นด้วยสีดำ แดง ขาว และน้ำเงิน ในตัวเรือนไทเทเนียมขัดด้าน ขนาด 47.0 มิลลิเมตร มาพร้อมสายยางสีดำ กันน้ำได้ลึก 100 เมตร มีจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือน

 

PARMIGIANI FLEURIER Bugatti Aérolithe Performance

หลังจากสานความสัมพันธ์กันมานาน คู่หูแห่งสมรรถนะและความเร็วนี้ก็ได้เปิดตัวทายาทรุ่นใหม่ของผลงานนาฬิกาจับเวลาสุดล้ำทั้งงานออกแบบและประสิทธิภาพของจักรกล โดยในรุ่นนี้ยังคงได้ต้นแบบความโฉบเฉี่ยวของบูกัตติ แอโรลิธ (Bugatti Aérolithe) มาเต็มๆ ทั้งตัวเรือนแบบแอโรไดนามิค ขนาด 41.0 มิลลิเมตร ทำจากไทเทเนียมน้ำหนักเบา และเป็นวัสดุที่พบได้เสมอในโลกแห่งการแข่งขันความเร็ว ผ่านการขึ้นรูป ตัด และตกแต่งด้วยเทคโนโลยีทันสมัย อย่าง เลเซอร์ รวมถึงประยุกต์ใช้งานขัดตกแต่งอันหลากหลายเพื่อมอบมิติเสมือนจริงให้กับนาฬิกานักขับรุ่นนี้ ส่วนภายในเสริมความทรงพลังด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre PF335 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) มอบการสำรองพลังงานได้นาน 50 ชั่วโมง กับโมดูลฟลายแบ็คโครโนกราฟสุดแม่นยำ ซึ่งแสดงผลการจับเวลา 1/4th ของวินาที และแสดงผลการจับเวลา 30นาที และ 12 ชั่วโมงบนหน้าปัดย่อยแบบเล่นระดับ ตกแต่งโดยถอดแบบมาจากแผงหน้าปัดควบคุมของบูกัตติ พร้อมบรรจุด้วยสเกลทาคีมิเตอร์คู่ บนหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาทีสำหรับคำนวณวัดระยะทางด้วยหน่วยกิโลเมตรและไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งยังสามารถนำมาใช้ในการคำนวณจำนวนก้าวที่คุณใช้ในการเดินระหว่างช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงได้ด้วย โดยนำเอาตัวเลขที่ปรากฏผ่านเข็มโทนสองสี แดง-น้ำเงิน มาคูณด้วย 2 สำหรับรุ่นนี้ยังบรรจุการแสดงวันที่ด้วยตัวเลข '1' สีแดง บนช่องหน้าต่างโค้ง ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ตัดกับพื้นหลังสีดำของหน้าปัดกลาง ซึ่งสะท้อนสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ เช่นเดียวกันกับสายหนังวัวสีดำพิมพ์ลวดลายนูนเหมือนกับเบาะที่นั่งในรถบูกัตติ และประสิทธิภาพของการกันน้ำได้ลึก 30 เมตร

 

JAEGER-LECOULTRE Duomètre Chronographe

การสร้างสรรค์นาฬิกาโครโนกราฟให้มีความเที่ยงตรงแม่นยำเทียบเท่ากับโครโนมิเตอร์ ถือเป็นความท้าทายอย่างมากในหมู่ช่างนาฬิกา เช่นเดียวกับสำหรับ เจเกอร์-เลอคูลทร์ ที่ในที่สุดก็สามารถเอาชนะความท้าทายนี้ได้ด้วยการพัฒนานาฬิกา ดูโอเมทรี (Duomètre) ขึ้นเป็นครั้งแรก พร้อมกับนวัตกรรมระบบเกียร์เฟืองแบบ ดูอัล-วิง (Dual-Wing) อันเลื่องลือของแบรนด์ และนำมาสู่การเปิดตัว ดูโอเมทรี โครโนกราฟ (Duomètre Chronographe) ที่ยกระดับฟังก์ชั่นการจับเวลาสู่ความแม่นยำสูงสุด โดยการขับเคลื่อนของกลไกไขลานด้วยมือ Jaeger-LeCoultre Calibre 380 ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง กับคุณสมบัติของการแสดงเวลาได้อย่างเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ ผสานด้วยฟังก์ชั่นโครโนกราฟ และแสดง 1/6th ของวินาทีด้วยเข็มกระโดดแม่นยำ แต่ละจักรกลยังขับเคลื่อนด้วยกระปุกลานของตนเองที่มอบการสำรองพลังงานได้นาน 50 ชั่วโมงของแต่ละฟังก์ชั่น ระหว่างการแสดงเวลาและจับเวลาโครโนกราฟ แต่สามารถไขลานให้กับทั้งสองกระปุกได้ผ่านเม็ดมะยมเพียงเม็ดเดียว โดยการหมุนในทิศทางต่างกัน ขณะที่ฟังก์ชั่นโครโนกราฟสามารถควบคุมได้ผ่านปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว เมื่อให้มั่นใจถึงความสอดคล้องของการแสดงผลจับเวลาทั้งหมดบนห้าหน้าปัดย่อย สำหรับในรุ่นล่าสุดของปีนี้ มาพร้อมตัวเรือนทองชมพู 18K ขนาด 42.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดเทาแมกนีไทต์ ลงตัวด้วยสายหนังสีน้ำตาลช็อคโกแลตแบบด้าน กันน้ำได้ลึก 50 เมตร

 

IWC Da Vinci Tourbillon Rétrograde Chronograph

จับเอาสามความสลับซับซ้อนมาเจอกัน ระหว่างความแม่นยำของจักรกลโครโนกราฟ การแสดงวันที่แบบเรโทรเกรด และตูร์บิญองตัวแทนแห่งความเที่ยงตรงของจักรกล ที่หลอมรวมอยู่ภายในทายาทล่าสุดของคอลเลกชัน ดา วินชี (Da Vinci) และพลังขับเคลื่อนของกลไกอัตโนมัติชุดใหม่ Calibre 89900 ที่ทำให้รุ่นนี้กลายเป็นหนึ่งในดาวเด่นของบรรดานาฬิกาโครโนกราฟแห่งปี 2017 โดยนอกเหนือจากฟลายอิ้งตูร์บิญองหมุนรอบหนึ่งนาที ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ที่ดึงดูดสายตาเป็นอันดับแรกแล้ว ความแม่นยำของฟังก์ชันจับเวลาโครโนกราฟก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ไม่เป็นสองรองใคร โดยมาพร้อมประสิทธิภาพของการจับเวลาได้สูงสุด 11 ชั่วโมง 59 นาที ซึ่งเป็นการแสดงผลการจับเวลาชั่วโมงและนาทีไว้บนหน้าปัดย่อยเดียวกัน ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ทำให้ง่ายต่อการอ่านค่าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่เข็มจับเวลาวินาทีกลางสามารถวัดจับเวลาได้อย่างแม่นยำถึง 1/4th ของวินาที พร้อมความแม่นยำของเข็มแบบตีกลับหรือฟังก์ชันฟลายแบ็ค ผสมผสานความซับซ้อนเหล่านี้ไว้ภายใต้สีเงินงามสง่า และตัวเรือนทองชมพูสีแดง 18K ขนาด 44.0 มิลลิเมตร คู่สายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้มโดย ซานโตนี (Santoni) ผนึกกระจกคริสตัลแซพไฟร์ทั้งบนหน้าปัดและฝาหลัง มอบประสิทธิภาพการกันน้ำได้ลึก 30 เมตร และรุ่นนี้สำรองพลังงานได้นาน 68 ชั่วโมง

 

 


GM Multimedia Group PLC.
GMW © 2017